หน้าแรก

posted on 24 Jan 2010 17:04 by hw41-15

ท่านสามารถกดลิงค์ด้านล่างตามหัวข้อที่ต้องการได้เลยค่ะ

 http://hw41-15.exteen.com/20100124/entry-3 <<<สมัยอยุธยา

 http://hw41-15.exteen.com/20100124/entry-2 <<<สมัยสุโขทัย

 http://hw41-15.exteen.com/20100124/entry <<<<<สมัยรัตนโกสินทร์

 http://hw41-15.exteen.com/20091214/entry <<<<<สมัยธนบุรี

 

 ลิงค์ไปยังบล็อคอื่น

http://3nikert.exteen.com/archive/201001 <<<การปกครองกับการแสดง

สมัยอยุธยา

posted on 24 Jan 2010 16:17 by hw41-15

สมัยอยุธยา

สมัยกรุงศรีอยุธยา ละครไทยเริ่มจัดระเบียบแบบแผนให้รัดกุมยิ่งขึ้น มีการตั้งชื่อละครที่เคยเล่นกันอยู่ให้เป็นไปตาม

หลักวิชานาฏศิลปขึ้น มีการแสดงเกิดขึ้นในสมัยนี้หลายอย่าง เช่น ละครชาตรี ละครนอก ละครใน โขน การแสดง

 บางอย่างก็รับวัฒนธรรมเพื่อนบ้าน และวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาผสมได้ ละครไทยเริ่มจัดระเบียบแบบแผนให้

รัดกุมยิ่งขึ้น มีการตั้งชื่อละครที่เคยเล่นกันอยู่ให้เป็นไปตามหลักวิชานาฏศิลปขึ้น มีการแสดงเกิดขึ้นในสมัยนี้

หลายอย่าง เช่น ละครชาตรี ละครนอก ละครใน โขน การแสดงบางอย่างก็รับวัฒนธรรมเพื่อนบ้าน และวัฒนธรรม

ต่างชาติเข้ามาผสมได้ นาฏศิลป์ไทยได้รับอิทธิพลแบบแผนตามแนวคิดจากวัฒนธรรมอินเดียเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่

เป็นเรื่องของเทพเจ้า  และตำนานการฟ้อนรำ โดยผ่านเข้าสู่ประเทศไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ ผ่านชนชาติ

ชวาและเขมร ก่อนที่จะนำมาปรับปรุงให้เป็นรูปแบบตามเอกลักษณ์ของไทย  เช่น  ตัวอย่างของเทวรูปศิวะปางนาฏ

ราช  ที่สร้างเป็นท่าการร่ายรำของ พระอิศวร  ซึ่งมีทั้งหมด  108  ท่า  หรือ  108  กรณะ  โดยทรงฟ้อนรำครั้งแรกใน

โลก  ณ  ตำบลจิทรัมพรัม  เมืองมัทราส  อินเดียใต้  ปัจจุบันอยู่ในรัฐทมิฬนาดู  นับเป็นคัมภีร์สำหรับการฟ้อนรำ  แต่ง

โดยพระภรตมุนี  เรียกว่า  คัมภีร์ภรตนาฏยศาสตร์  ถือเป็นอิทธิพลสำคัญต่อแบบแผนการสืบสาน  และการถ่ายทอด

นาฏศิลป์ของไทยจนเกิดขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่มีรูปแบบ  แบบแผนการเรียน  การฝึกหัด  จารีต  ขนบ

ธรรมเนียม  มาจนถึงปัจจุบัน        อย่างไรก็ตาม  บรรดาผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาทางด้านนาฏศิลป์ไทยได้สันนิษฐานว่า

อารยธรรมทางศิลปะด้านนาฎศิลป์ของอินเดียนี้ได้เผยแพร่เข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตาม

ประวัติการสร้างเทวาลัยศิวะนาฎราชที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1800 ซึ่งเป็นระยะที่ไทยเริ่มก่อตั้งกรุงสุโขทัย ดังนั้นที่รำ

ไทยที่ดัดแปลงมาจากอินเดียในครั้งแรกจึงเป็นความคิดของนักปราชญ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และมีการแก้ไข ปรับ

ปรุงมาจนถึงปัจจุบัน               

 

นอกจากนี้ในสมัยอยุธยายังมีความสัมพันธ์กับประเทศอินเดียจากหลักฐานที่พบว่ามีการแต่งบทละครรามเกียรติ์

สำหรับเล่นโขนไว้สมัยกรุงศรีอยุธยา ดังนี้

 

1. รามเกียรติ์คำฉันท์
 

รามเกียรติ์สำนวนนี้มีกล่าวไว้ในหนังสือจินดามณีของพระโหราธิบดี ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เข้าใจว่า

พระโหราธิบดีคงจะหยิบยกมาจากคำพากย์ของเก่าที่แต่งไว้สำหรับเล่นโขนหรือเล่นหนัง ซึ่งแต่งไว้เป็นเรื่องราวแต่

ได้สูญหายไปแล้ว คงเหลือที่นำมาเป็นตัวอย่างในหนังสือจินดามณี 3 - 4 บทเท่านั้น

 

 2. รามเกียรติ์คำพากย์
 

รามเกียรติ์สำนวนนี้หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้แบ่งตีพิมพ์ไว้เป็นภาค โดยมีเนื้อเรื่องติดต่อกันไปตั้งแต่ภาค 2  

ตอน สีดาหายไปจนถึงภาค 9 ตอน กุมภกรรณล้มเข้าใจว่าคำพากย์เหล่านี้แต่เดิมใช้เล่นหนัง ต่อมาภายหลังได้

มีผู้นำมาใช้เล่นโขนด้วย

 

 3. รามเกียรติ์บทละครครั้งกรุงเก่า
 

สำนวนนี้กล่าวความตั้งแต่ตอนพระรามประชุมพลจนถึง องคตสื่อสารบทละครนี้ไม่เคยตีพิมพ์ออกเผยแพร่

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรามเกียรติ์บทละครในรัชกาลที่ 1 จะเห็นว่ามีเนื้อความไม่ตรงกันในบางแห่งบางตอน และ

ถ้อยคำในบทละครก็ดูไม่เหมาะสม จึงเข้าใจว่าน่าจะเป็นบทละครรามเกียรติ์ฉบับเชลยศักดิ์ ที่เจ้าของละครคนใดคน

หนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาคัดลอกไว้  

 

 

สมัยสุโขทัย

posted on 24 Jan 2010 16:14 by hw41-15

สมัยสุโขทัย

 

            สมัยนี้ไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการละครนัก เป็นสมัยที่เริ่มมีความสัมพันธ์กับชาติที่นิยมอารยธรรมของอินเดีย

เช่น พม่า มอญ ขอม และละว้า ไทยได้รู้จักเลือกเฟ้นศิลปวัฒนธรรมที่ดีของชาติที่สมาคมด้วย แต่ทั้งนี้มิได้หมายความ

ว่า ชาติไทยแต่โบราณจะไม่รู้จักการละครฟ้อนรำมาก่อน เรามีการแสดงประเภทระบำรำเต้นมาแต่สมัยดึกดำบรรพ์

แล้ว เมื่อไทยได้รับวัฒนธรรมด้านการละครของอินเดียเข้า

                 ศิลปะแห่งการละเล่นพื้นเมืองของไทย คือ รำ และระบำ ก็ได้วิวัฒนาการขึ้น มีการกำหนดแบบแผนแห่ง

ศิลปะการแสดงทั้ง 3 ชนิดไว้เป็นที่แน่นอน และบัญญัติคำเรียกศิลปะแห่งการแสดงดังกล่าวแล้วขั้นต้นว่า "โขน

ละคร ฟ้อนรำ" ส่วนเรื่องละครแก้บนกับละครยก อาจมีสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยนั้นแล้วเช่นกัน