รัตนโกสินทร์

posted on 24 Jan 2010 16:02 by hw41-15

รัตนโกสินทร์

มีความสัมพันธ์กับอินเดียในเรื่องของการแต่งบทละครรามเกียรติ์สำหรับโขน ดังนี้

 

 1. บทละครรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ 1
 

ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงมีพระราชประสงค์จะรวบรวมเรื่องรามเกียรติ์ที่กระจัดกระจายให้รวม

 

เป็นเรื่องเดียวกัน จึงมีพระบรมราชโองการให้ประชุมบทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ใน

 

รัชกาลที่ 1 มีเรื่องราวยืดยาวติดต่อกันไป นับเป็นวรรณคดีไทยเรื่องเดียวที่ยาวที่สุดในวรรณกรรมไทย เพราะต้อง

 

เขียนในสมุดไทยถึง 117 เล่มสมุดไทย

 

 

2. บทละครรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ 2
 

เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงเห็นว่าบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ใน

 

รัชกาลที่ 1 เยิ่นเย้อเกินไปไม่เหมาะสำหรับนำมาเล่นโขน พระองค์จึงทรงคัดเลือกเอาเรื่องรามเกียรติ์บางตอน คือ

 

ตั้งแต่หนุมานถวายแหวนไปจนถึงทศกัณฐ์ล้ม มาแต่งขึ้นใหม่สำหรับเล่นโขนหลวงเป็นหนังสือ 36 เล่มสมุดไทย

 

 

3. บทละครรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ 4
 

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นอีก

 

สำนวนหนึ่งคือ ตอน พระรามเดินดงเป็นหนังสือ 4 เล่มสมุดไทย และทรงพระราชนิพนธ์แปลงบทละครเบิกโรง

 

เรื่องนารายณ์ปราบนนทุกกับเรื่อง พระรามเข้าสวนพระพิราพขึ้นอีก 2 ตอน

 

 

4. บทร้อง และบทพากย์รามเกียรติ์ในรัชกาลที่ 6
 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงค้นคว้าศึกษาที่มาของเรื่องรามเกียรติ์จากคัมภีร์รามายณะ

 

ของฤาษีวาลมิกิ แล้วทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ บ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์ขึ้น และได้ทรงพระราชนิพนธ์บทร้อง

 

และบทพากย์สำหรับเล่นโขนขึ้นอีก 6 ชุด คือ ชุดสีดาหาย ชุดเผาลงกา ชุดพิเภกถูกขับ ชุดจองถนน ชุดประเดิมศึก

 

ลงกา และชุดนาคบาศ

 

               

 

ประเทศไทยได้มีความสัมพันธ์กับต่างชาติอย่างจริงจังในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5

 

สมัยรัชกาลที่ 4  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยนี้ได้เริ่มมีการติดต่อกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาว

ยุโรปบ้างแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูละครหลวงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

พร้อมทั้งออกประกาศสำคัญเป็นผลให้การละครไทยขยายตัวอย่างกว้างขวาง ดังมีความโดยย่อ คือ

  • พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้คนทั่วไปมีละครชาย และหญิง เพื่อบ้านเมืองจะได้ครึกครื้นขึ้น เป็เกียรติยศแก่แผ่นดิน
  • แม้จะมีละครหลวง แต่คนที่เคยเล่นละครก็ขอให้เล่นต่อไป
  • ห้ามบังคับผู้คนมาฝึกละคร ถ้าจะมาขอให้มาด้วยความสมัครใจ
  • สำหรับละครที่มิใช่ของหลวง มีข้อยกเว้นคือ
    - ห้ามใช้รัดเกล้ายอด เครื่องแต่งตัวลงยา และพานทองหีบทองเป็นเครื่องยก
    - บททำขวัญห้ามใช้แตรสังข์
    - หัวช้างห้ามทำสีเผือก ยกเว้นหัวช้างเอราวัณ
  • มีประกาศกฎหมายภาษีมหรสพ พ.ศ. 2402 เก็บจากเจ้าของคณะละครตามประเภทการแสดง และเรื่องที่แสดง

 

อิทธิพลตะวันตกกับการพัฒนาโขนและละครรำ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมองเห็นการณ์ไกลว่า อิทธิพลตะวันตกที่เข้ามาในประเทศต่างๆ ใน

ภาคพื้นเอเชีย จะเป็นอันตรายต่อเอกราชของประเทศชาติและวัฒนธรรมประจำชาติ หากคนไทยไม่รู้ที่จะปรับตน

ให้ทันชาวโลกก็จะถูกประเทศมหาอำนาจตะวันตก ดูถูกว่าเป็นคนไร้อารยธรรม และหาเหตุจะเข้าครอบครองเป็น

เมืองขึ้น ดังเช่นที่ได้กระทำกับประเทศข้างเคียง และหากสยามประเทศจะปิดประตูหลบซ่อนอยู่ในมุมมืด ประเทศ

มหาอำนาจเหล่านี้ก็จะถือโอกาสกระทำต่อเราอย่างไรก็ได้ และไม่มีใครท้วงติง เพราะไม่เห็นความสำคัญของเรา

ตลอดรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงผนวชอยู่ จึง

ทรงมีโอกาสที่จะศึกษาค้นคว้าวิทยาการต่างๆ ของตะวันตก ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ แพทยศาสตร์ ภาษา

วรรณคดี และศาสนา ทรงรู้จักมักคุ้นกับพวกบาทหลวงและมิชชันนารีฝรั่ง ที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาในสมัยนั้นและได้

ทรงแลกเปลี่ยนความรู้กันอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้นยังทรงมีโอกาสธุดงค์ไปตามต่างจังหวัด ได้ทรงเห็นสภาพความ

เป็นอยู่ของราษฎรอย่างใกล้ชิด ซึ่งพระมหากษัตริย์พระองค์อื่นๆ ไม่ค่อยจะทรงมีโอกาสเช่นพระองค์นัก ในขณะ

เดียวกันก็ทรงได้ค้นคว้าทางด้านโบราณคดีและอักษรศาสตร์อีกด้วย เมื่อทรงขึ้นครองราชย์จึงทรงมีความรอบรู้แตก

ฉาน และทรงมีความมั่นพระทัย ในอันที่จะติดต่อสัมพันธ์กับชาวตะวันตก ซึ่งต่างกับพระเชษฐา คือพระบาทสมเด็จ

พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงเห็นด้วยกับนโยบายปิดประเทศ และ

การตัดสัมพันธ์กับตะวันตก ซึ่งจะยิ่งเป็นอันตรายต่ออธิปไตยของประเทศเพราะจะถูกตัดขาดจากโลก และในขณะ

เดียวกันก็ไม่อาจจะป้องกันการรุกรานของมหาอำนาจตะวันตกได้ ทรงเห็นว่าทางที่ดีนั้นควรที่จะเปิดประเทศติดต่อ

เป็นมิตรกับมหาอำนาจทุกประเทศ และเรียนรู้วิธีการและวิทยาการจากตะวันตกเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงประเทศ

สยาม มิให้ตะวันตกดูถูกว่าเราป่าเถื่อนเป็นอนารยชนด้วยเหตุผลดังกล่าวเป็นหลักใหญ่ พระองค์จึงเริ่มจ้างฝรั่งมา

สอนวิชาการทหาร การก่อสร้างสถาปัตยกรรมอันทันสมัย วิศวกรรม แพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ

ให้แก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ลูกยาเธอและพระสนมกำนัลในพระบรมมหาราชวัง ทรงเปลี่ยนขนบธรรมเนียม

บางอย่าง เช่น ทรงประกาศให้ข้าราชบริพารสวมเสื้อเวลาเข้าเฝ้าฯ เพื่อให้ดูสุภาพเรียบร้อยเป็นอารยชน ทรงกล่าว

ว่า มีแต่พวกละว้า ลาว และชาวป่าเท่านั้นที่ถอดเสื้อ เพราะไม่มีจะใส่ และเป็นชนชั้นต่ำด้อยวัฒนธรรมการสวมเสื้อ

จะช่วยมิให้ฝรั่งดูถูกว่าเราไร้ความเจริญ ซึ่งตรงกันข้ามกับพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่ง

จะกริ้วมาก หากทรงเห็นข้าราชการผู้ใดสวมเสื้อเข้าเฝ้าฯ ในฤดูร้อนหรือวันที่ร้อนอบอ้าวในรัชกาลที่ ๔ นี้มีการ

เปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมมากมายซึ่งมีกล่าวอยู่ในบทความและหนังสือประวัติศาสตร์

และสังคมศาสตร์หลายเล่ม ในที่นี้จึงขอกล่าวเฉพาะอิทธิพลตะวันตก กับการพัฒนาการละครและวรรณกรรมบท

ละครในสมัยนี้เท่านั้น

 

พวกมิชชันนารีฝรั่งนิกายโปรเตสแตนต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกัน และอังกฤษนั้น ได้มีบทบาทช่วยให้

วรรณกรรมบทละครแพร่หลายไปสู่ประชาชน กว้างขวางขึ้น ด้วยการนำการพิมพ์เข้ามาเป็นครั้งแรกในรัชกาลที่ ๓

เริ่มด้วยหมอบรัดเลย์ (Dr. D.B. Bradley) มิชชันนารีชาวอเมริกันได้ตีพิมพ์ สามก๊ก (พ.ศ. ๒๔๐๘) และราชาธิราช

(พ.ศ.๒๔๒๓) และหมอสมิธ มิชชันนารีชาวอังกฤษตีพิมพ์ ขุนช้างขุนแผน และ พระอภัยมณีเป็นตอนๆ ขายเล่ม

ละสลึง จนร่ำรวยปลูกบ้านใหญ่โต จนทางกงสุลอังกฤษต้องสั่งห้าม เพราะเป็นหนังสือประโลมโลกย์ ขัดต่อหลักคำ

สอนของศาสนาคริสเตียน ข้อที่น่าสังเกตก็คือ พวกมิชชันนารีเหล่านี้มีบทบาทในการนำเทคโนโลยี และวิทยาการ

ใหม่ๆ เข้ามาในเมืองไทย แต่กลับมีอิทธิพลในด้านศาสนา น้อยกว่าที่ตนได้คาดหมายไว้ เมื่อเทียบกับสถิติการเปลี่ยน

ศาสนา เข้ารับนับถือศาสนาคริสต์ในประเทศอื่นในเอเชียแล้วประเทศสยาม จะมีสถิติต่ำมากทั้งๆ ที่มีเสรีภาพใน

การนับถือศาสนาอย่างเต็มที่ ซึ่งต่างกับบางประเทศที่เริ่มต้นจากการต่อต้านศาสนาคริสต์อย่างรุนแรง แต่ในที่

สุดกลับมีผู้รับนับถือศาสนานี้เป็นจำนวนมากมาย จนกลายเป็นศาสนาประจำประเทศไปในที่สุด ทั้งนี้อาจจะเป็น

เพราะ การต่อต้านเหล่านั้นกลับก่อให้เกิดความกดดันซึ่งผลักดันประชาชน ไปในทิศทางตรงข้ามก็ได้ ในขณะที่คน

ไทยจะเปิดใจรับสิ่งที่ดีจากตะวันตก และนำมาปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนซึ่งมีรากฐานมาจากพุทธ

ศาสนา เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ ชาวพุทธถือว่าศาสนาพุทธมีปรัชญาธรรม ที่สูงกว่าศาสนาของชาวตะวันตก ยิ่ง

กว่านั้น ผู้ที่เข้ารีตหรือกลับใจเป็นคริสเตียนในระยะแรกๆ นั้น ก็มักจะถูกวิจารณ์ในเชิงลบว่าเป็นขี้ข้าฝรั่งหรือทำตัว

เป็นสุนัขฝรั่ง เป็นต้น และบางครอบครัว โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงก็จะถูกรังเกียจไม่น้อย ผู้ที่รับนับถือศาสนา

คริสเตียนในระยะแรกๆ นี้จึงมักจะเป็นคนต่างชาติ หรือมีเชื้อสายต่างชาติมากกว่าที่จะเป็นไทยแท้

 

ข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ การที่พวกมิชชันนารีเหล่านี้ เลือกเรื่องประโลมโลกย์ที่เต็มไปด้วยเรื่องทางโลกีย์

มาพิมพ์ขายเพื่อหาเงินทั้งๆ ที่ขัดกับศาสนาของตนนั้นก็น่าจะเป็นเหตุให้เป็นที่ดูถูกหรือวิพากษ์วิจารณ์ ของพวก

ฝรั่งและพวกคริสเตียนด้วยกันดังที่ปรากฏแก่กรณีของหมอสมิธ

 

ต่อมาได้มีคนไทยตีพิมพ์วรรณกรรมบทละครอีกมากมายทำให้วงการนี้ขยายกว้างขวาง เป็นการพัฒนาการศึกษาทาง

อ้อม ช่วยให้คนมีหนังสือสนุกอ่านจนติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง เรื่องราวในละครเหล่านี้ส่วนใหญ่มีต้นตอมาจาก

นิทานชาดก เช่น ปัญญาสชาดก จึงมีคติธรรมทางพุทธศาสนาสอนใจอยู่ในตัวเป็นอย่างดี โดยซ่อนอยู่ในเรื่องราว

ประโลมโลกย์เหล่านั้น แม้ว่าผู้อ่านและผู้ชมส่วนใหญ่ มักจะสนใจในเรื่องทางโลกมากกว่าทางธรรมก็ตาม โดย

เฉพาะบทรัก รบ ผจญภัย แต่ก็จะได้รับคำสอนทางพระพุทธศาสนาไปอย่างไม่รู้ตัว จึงเป็นประเพณีของโขนละคร

ไทยที่จะต้องจบลงด้วยคำสอนทางศีลธรรม จริยธรรมของพุทธศาสนา แม้ว่าบางเรื่องจะตลกโปกฮา หรือโลดโผน

ประโลมโลกย์สักเพียงใดก็ตามก็ยังคงแบบฉบับนี้อยู่ จนกลายเป็นขนบของละครไทย

 

สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การละครในยุคนี้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการละครแบบตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่วงการนาฏศิลป ทำให้เกิดละครประเภทต่างๆขึ้นมากมาย เช่น ละครพันทาง ละครดึกดำบรรพ์ ละครร้อง ละครพูด และลิเก ทรงส่งเสริมการละครโดยเลิกกฎหมายการเก็บอากรมหรสพเมื่อ พ.ศ. 2450 ทำให้กิจการละครเฟื่องฟูขึ้นกลายเป็นอาชีพได้ เจ้าของโรงละครทางฝ่ายเอกชนมีหลายราย นับตั้งแต่เจ้านายมาถึงคนธรรมดา

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

#6 By (1.46.235.82|1.46.235.82) on 2015-08-11 13:09

#5 By (27.55.230.85|27.55.230.85) on 2015-06-07 16:28

#4 By (92.51.245.87|148.251.92.48, 92.51.245.87) on 2014-09-16 06:18

hello!,I like your writing very a lot! proportion we keep in touch more approximately your article on AOL? I require a specialist on this area to unravel my problem. May be that's you! Looking forward to look you. fbdkfbabeedkdaaa

#3 By (110.5.102.170|148.251.92.48, 110.5.102.170) on 2014-09-03 05:27

#2 By (202.29.179.188|202.29.179.188) on 2014-02-18 13:20

#1 By (202.29.179.188|202.29.179.188) on 2014-02-18 13:20